การจัดการศึกษาเท่าที่ผ่านมา
โรงเรียนส่วนใหญ่ที่ใช้ตำรา เอกสาร รวมทั้งสื่อต่างๆ
ที่จัดพิมพ์จากหน่วยงานกลางเป็นหลักในการเรียนการสอน
ถึงแม้ว่าสภาพบริบทและแวดล้อมโรงเรียนจะแตกต่างกัน
แต่เนื้อหาสาระในการจัดการเรียนการสอนกลับเหมือนกันทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามได้มีความพยายามให้โรงเรียนพัฒนาหลักสูตรดังที่กำหนดไว้ในคู่มือ
เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นได้
ทั้งนี้เนื่องจากครูขาดความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งทักษะในการพัฒนาหลักสูตร
ขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารและขาดการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น
การจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง
เน้นการท่องจำมากกว่าปฏิบัติจริง
ดังนั้นการเปลี่ยนบทบาทของโรงเรียนจากการเป็นผู้ใช้หลักสูตรที่มีผู้จัดทำให้มาเป็นการพัฒนาหลักสูตรด้วยตนเอง
จำเป็นต้องมีการฝึกอบรมให้บุคลากรในโรงเรียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนหรือรู้แบบการพัฒนาหลักสูตรและมีความสามารถเพียงพอที่จะนำความรู้ไปใช้พัฒนาหลักสูตรด้วยตนเองได้
ทั้งนี้โดยหวังว่าหลักสูตรที่โรงเรียนพัฒนาขึ้น
จะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องราวที่เป็นจริง
สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
เล็งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้กับการนำไปใช้ ก่อให้เกิดความรัก
ผูกพันกับชุมชนที่อยู่อาศัย
นอกจากนั้นยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียน
เนื่องจากหลักสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนก็คือ
การให้บุคลากรในโรงเรียนและชุมชนร่วมกันตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินทางหลักสูตร
ซึ่งมีทั้งการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผล
เพื่อให้การศึกษาของเยาวชนเป็นไปตามความต้องการของครอบครัว ชุมชน
สังคมและประเทศชาติ สมดังเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
สรุป(Summary)
ข้อกฎหมายที่สถานศึกษาต้องไปดำเนินการให้สถานศึกษาหรือโรงเรียนสามารถพัฒนาหลักสูตรได้เองภายใต้กรอบของหลักสูตรแกนกลางเป็นเรื่องที่จะต้องมี
การเตรียมการให้พร้อม ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 27
ที่กำหนดให้ “คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย
ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ
และในวรรคสองกำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง
ในส่วนเกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ”
ซึ่งจะเห็นได้ว่าจุดหมายในส่วนของหลักสูตรแกนกลางที่จัดทำโดยกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ
เป็นไปอย่างกว้างๆ
เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะได้นำไปจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
สำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษานั้นๆ ต่อไป
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
อาศัยแนวคิดภายใต้พื้นฐานของการบริหารงานที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based
Management - SBM)
ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งให้สถานศึกษามีอิสระและมีความคล้องในตัวในการบริหารงานด้านวิชาการ
ด้านการเงิน
ด้านการบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไปเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดและมีส่วนเกี่ยวข้องกับนักเรียนมากที่สุด
แนวทางที่จะทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นใช้กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาไปยังโรงเรียนให้มากขึ้นมีการนำวิธีการบริหารงบประมาณด้วยตนเอง
(Self-Budgeting School) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (School-Based
Curriculum Development) และการพัฒนาบุคลากรโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based
Student Counseling) เข้ามาใช้
ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่นำมาใช้ดำเนินการในครั้งนี้
นำแนวความคิดและรูปแบบจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 27 วรรคสอง
ที่กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ รวมทั้งแนวคิดและรูปแบบของการพัฒนาหลักสูตร เช่น ไทเลอร์ ทาบา
เซย์เลอร์อเล็กซานเดอร์และเลวิสโอลิวา สกิลเบ็กมาร์ช และคณะเอ็กเกิลสตัน
วอล์คเกอร์ และรูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทย เช่น กรมวิชาการ
และกรมการศึกษานอกโรงเรียน มากำหนดเป็นกรอบแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ.2542 ตามมาตรา 22
ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
“การจัดการศึกษาต้องยึดหลังว่า
ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”
การนำหลักสูตรไปใช้จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
ซึ่งในที่นี้ การเรียนรู้ หมายถึง การปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
(สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ,2542 : 7)
การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีดังนี้
(สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ,2542 : 9-15)
1.
การเรียนรู้โดยสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หมายถึง
การเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการสร้างประสบการณ์และสิ่งต่างๆ
ให้มีความหมายต่อตนเองจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
โดยการใช้กระบวนการคิดและแสวงหาความรู้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง
ให้ผู้เรียนค้นพบข้อความรู้และประสบการณ์ด้วยตนเอง ครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
จัดโอกาส จัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมและแหล่งวิทยาการ ให้เอื้อต่อการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้
ขอบเขตเนื้อหาของการเรียนรู้โดยสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองคือ
การฝึกทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์
การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน
กลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้
เช่น การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning : pl)
กระบวนทางปัญญา 10ขั้น ของ ศ.
นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งได้แก่ การสังเกต การบันทึก การนำเสนอ การฟัง
การถาม-ตอบ การตั้งสมมติฐาน การค้นหาคำตอบ การวิจัย
การเชื่อมโยง การบูรณาการ และการเรียบเรียง
2.
การเรียนรู้เรื่องของตนเอง ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม หมายถึง
การเรียนรู้เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจของตนเอง
การรับรู้และตระหนังในตนเองสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมให้สอดคล้องกับค่านิยมที่ดีงาม
ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม มีความเพียรพยายามในการทำความดี
การเสริมสร้างลักษณะนิสัยและสุนทรียภาพความดีงามในตนเอง การเรียนรู้เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม
การตระหนักถึงคุณค่า และพัฒนาคุณภาพของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนขอบเขตเนื้อหา
ได้แก่ การเรียนรู้เรื่องตนเองทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
และเรื่องศิลปวัฒนธรรมกลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น
การเรียนรู้ในสถานการณ์จริง การฝึกปฏิบัติ (learning by
doing) การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การฝึกทักษะกระบวนการคิด
3.
การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
3.1 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต
หมายถึง การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมีทักษะชีวิตที่สำคัญจำเป็นคือ
การรู้จักคิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความตระหนักรู้ในตน
มีความเห็นใจผู้อื่น มีความภูมิใจในตนเอง มีความรับผิดชอบต่อสังคม
รู้จักการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร รู้จักตัดสินใจและแก้ปัญหา
รู้จัดการจัดการกับอารมณ์และความเครียด ขอบเขตเนื้อหาประกอบด้วยทักษะชีวิตที่สำคัญและจำเป็นข้างต้น
รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา การเลือกบริโภคสื่อ ยาเสพติดศึกษา
ทักษะการเป็นผู้นำ
ผู้ตาม
การเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเพศ
การแก้ไขความขัดแย้งและความรุนแรงในครอบครัวและสังคม
3.2 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษาการประกอบอาชีพ
หมายถึง
การเรียนรู้เพื่อค้นพบและใช้ศักยภาพของตนเพื่อเตรียมตัวประกอบอาชีพให้เหมาะกับตนเอง
รู้จักวิธีเลือกประกอบอาชีพสุจริตเหมาะสม สามารถพึ่งตนเองและเลี้ยงตนเองได้อย่างพอเพียงแก่อัตภาพขอบเขตเนื้อหาประกอบด้วยทักษะเกี่ยวกับการสร้างนิสัยรักการทำงาน
มีความขยันหมั่นเพียร
มีคุณธรรม 4 ประการ คือ
ความอดทน ความซื่อสัตย์ รู้จักเสียสระและความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม
รู้จักแก้ปัญหา รวมทักษะในการจัดการ กลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้
เช่น
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การฝึกปฏิบัติจริง การสาธิต
การทดลอง
(Experimentation)
4.
การเรียนรู้ที่มุ้งพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหาโดยเน้นประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ
หมายถึง
การใช้ทักษะการคิดเพื่อค้นหาคำตอบในสถานการณ์ต่างๆ
โดยอาศัยประสบการณ์และฝึกปฏิบัติจริง
เพื่อสามารถเผชิญและผจญกับปัญหาและการจัดการกับภาวะต่างๆ
ได้อย่างเหมาะสมเป็นประโยชน์กับตนเองและส่วนรวมขอบเขตเนื้อหาของการเรียนรู้ที่พัฒนากระบวน
การคิด
การแก้ปัญหาจากประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ
โดยการสังเกต
การเปรียบเทียบ
การตั้งคำถาม
แปลความหมาย
ตีความ
ขยายความ อ้างอิง คาดคะเน การสรุปความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการคิดวิเคราะห์
กลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมการใช้กระบวนการแก้ปัญหา
กระบวนการกลุ่ม
(Group Process) กระบวนการทางปัญญาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี
5.
การเรียนรู้โดยผสมผสานความรู้ คุณธรรม
ค่านิยม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง การเรียนรู้ที่มุ้งให้ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ
ควบคู่กับการพัฒนาตนเองทางจิตใจ
บุคลิกภาพและลักษณะนิสัยขอบเขตเนื้อหาคือ
ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ
เช่น
วิทยาศาสตร์
คณิตศาสตร์สังคมศาสตร์
ภาษาศาสตร์
และมนุษยศาสตร์
ตลอดการเรียนรู้เกี่ยวกับมารยาท
วิธีปฏิบัติตนทางกาย
วาจาใจ
ความมีสติสัมปชัญญะ
การมีคุณธรรมสำคัญ
ความรักในเพื่อนมนุษย์
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการพัฒนาจิตใจ
บุคลิกภาพและลักษณะนิสัย
กลยุทธ์ และเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การบูรณาการการฝึกปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
6.
การฝึกการเรียนรู้ที่มุ้งพัฒนาประชาธิปไตย หมายถึง
การเรียนรู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและการปฏิบัติตามหน้าที่ของตน
การเคารพให้สิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
โดยคำนึงถึงความคิดเห็นและผลประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นหลัก ขอบเขตเนื้อหาคือ
ความรู้ความเข้าใจ
ความศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ความรักและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพของตน
การเคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
ความเป็นพลเมืองดี การรักษาประโยชน์ส่วนร่วม
กลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การฝึกปฏิบัติจริง
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมการฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์
การเรียนจากสถานการณ์จำลอง
(Simulation)
7.
การเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรม หมายถึง
การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ
และความ
ตระหนังในคุณค่าของความรู้ต่างๆ ที่ได้คิดค้นและสั่งสมประสบการณ์โดยภูมิปัญญาไทย
ตลอดจนมีความรัก
ชื่นชมและหวงแหนในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตและสืบสานให้ยั่งยืน
ตลอดจนเชื่อมโยงสู่สากขอบเขตเนื้อหา
เกี่ยวข้องกับศาสตร์สาขาต่างๆ
ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมและหัตกรรม การแพทย์แผนโบราณ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ธุรกิจชุมชน
สวัสดิการ
ศิลปกรรม
การจัดการองค์กร
ภาษาและวรรณกรรม
ศาสนาและประเพณี
การศึกษา
กีฬาและนันทนาการกลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้
เช่น
การเรียนรู้จากครอบครัว
ชุมชน
ท้องถิ่น
ภูมิปัญญา
และปราชญ์ชาวบ้าน
การเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกระบวนการคิดวิเคราะห์
8.
การวิจัยเพื่อพัฒนาการกระบวนการเรียนรู้ หมายถึง
การศึกษารวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์
สังเคราะห์
สรุปผล
เพื่อแก้ไขปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษากลยุทธ์และเครื่องมือการวิจัยในการศึกษา
เช่น
ระบบบริหารของสถานศึกษาองค์ความรู้เรื่องการวิจัยของผู้บริหารและครูอาจารย์
การสร้างแรงจูงใจ
การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน
การประเมินคุณภาพ
9.
การเรียนรู้ด้วยความร่วมมือของครอบครัวและชุมชน หมายถึง
การที่ครอบครัวชุมชน และสถานศึกษามีบทบาทร่วมกันในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลับผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนได้อย่างเต็มความศักยภาพ
ขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวข้องกับบทบาทของครอบครัวและชุมชนในการร่วมการจัดทำหลังสูตรการสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา
การประเมินคุณภพทางการศึกษากลยุทธ์และเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สถานศึกษาได้รับความร่วมมือจากชุมชน
เช่น เทคนิคการบริหารอย่างมีส่วนร่วม
การกระจายอำนาจความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกลับชุมชน
10. การประเมินผู้เรียน
หมายถึง
กระบวนการพิจารณาตัดสินคุณภาพ
คุณลักษณะและพฤติกรรมของผู้เรียนว่าเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่อย่างไรขอบเขตเนื้อหา
เกี่ยวข้องกับวิธีประเมินผล
เครื่องมือในการประเมินผล
องค์ความรู้ในการประเมินผล
การมีส่วนร่วมในการประเมินผลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อกลยุทธ์และเครื่องมือในการประเมินผลผู้เรียน
เช่น
การประเมินผลตามจริง
แฟ้มสะสมงาน
การสังเกต
การสัมภาษณ์
การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน
ขั้นที่ 5 การประเมินผลหลักสูตร
เป็นการตัดสินคุณค่าของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นโดยใช้ผลจากการรวบรวมข้อมูลในแง่มุมต่างๆ
เพื่อหาคำตอบว่าหลักสูตรมีผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใด
สิ่งใดที่ควรต้องทำการปรับปรุงเพื่อให้หลักสูตรดียิ่งขึ้น
การประเมินหลักสูตร
ให้ครูประเมินจากสิ่งๆ
ต่อไปนี้
1.
ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ได้แก่ ความรู้
ทักษะ
เจตคติ
และค่านิยมต่างๆ
มีการประเมินเป็น 2 ระยะ คือ
1.1 ประเมินระหว่างการจัดการเรียนการสอน
เป็นการประเมินตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
ที่กำหนดไว้ในแต่ละคาบของการจัดการเรียนการสอน
1.2 ประเมินเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน
ตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
ว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรหรือไม่ อย่างไร
2.
ประเมินการจัดการเรียนการสอน
เพื่อตรวจสอบว่าเมื่อนำหลักสูตรไปใช้จัดการเรียนการสอนในสถานการณ์จริงแล้วเป็นอย่างไร
มีปัญหา/อุปสรรคอย่างไร การจัดการเรียนการสอนให้คำนึงถึงการประเมินสิ่งต่างๆ
ต่อไปนี้
2.1 การประเมินเนื้อหาสาระที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
เหมาะสมและสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน
ผู้เรียนสนใจในเนื้อหาสาระเรื่องราวที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือไม่
อย่างไร
2.2 ประเมินสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนว่าเหมาะสม
ชัดเจน เข้าใจง่าย และดึงดูดความสนใจของผู้เรียนเพียงใด
2.3 ประเมินกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนว่าเป็นไปตามลำดับจากง่ายไปยาก
ผู้เรียนมีความรู้
ความเข้าใจ และมีทักษะตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้หรือไม่อย่างไร
จากความจำเป็นและขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ดังที่ได้กล่าวมาสามารถสรุปได้
ตาราง 2 ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตร
|
ขั้นตอน
|
สิ่งที่ศึกษา
|
วิธีการศึกษา/แหล่งข้อมูล
|
เป้าหมาย
|
|
1. การศึกษาและ
วิเคราะห์ข้อมูล
พื้นฐาน
1.1 สภาพและ
ความต้องการ
ของชุมชน
1.2 ศักยภาพของ
โรงเรียน
1.3 การวิเคราะห์
หลักสูตร
แกนกลาง
|
- สภาพทั่วไปของชุมชน
- การศึกษา
- สิ่งแวดล้อม
- การประกอบอาชีพ
- สุขภาพอนามัย
- ขนบธรรมเนียมประเพณี
- ทรัพยากร
- ปัญหาชุมชน
- สภาพทั่วไปของโรงเรียน
- บุคลากร
- งบประมาณ
- อุปกรณ์
- สื่อการจัดการเรียนการสอน
- อาคารสถานที่
- ห้องเรียน
- ความร่วมมือระหว่าง
ชุมชนกับโรงเรียน
- จุดมุ่งหมาย
(มาตรฐานหลักสูตร)
- จุดประสงค์รายวิชา
(มาตรฐานการเรียนรู้
กลุ่ม วิชา)
- เนื้อหาสาระ
(สาระการ
เรียนรู้แต่ละช่วงชั้น)
- การจัดการเรียนการสอน
และการประเมินผล
|
- เอกสาร
- การสำรวจชุมชนด้วย
การสัมภาษณ์สอบถาม
สังเกต
- โรงเรียนประชุมร่วมกับ
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้
ปกครอง กรรมการ คน
ในชุมชน นักเรียน ฯลฯ
- เอกสาร
- รายงาน
- การสำรวจโรงเรียน
- ประชุมร่วมกับผู้มีส่วน
เกี่ยวข้อง
- เอกสารหลักสูตรแกนกลาง
|
กำหนดหัวเรื่องที่จะนำมา
เรียนรู้ เรียงตามลำดับความ
สำคัญ
ตัดสินใจเกี่ยวกับ หัวเรื่อง
ที่จะนำมาเรียนรู้
- กำหนดจุดประสงค์ทั่วไป
- กำหนดจุดประสงค์การ
การเรียนรู้ (เชิงพฤติกรรม)
- กำหนดเนื้อหาสาระ
- กำหนดการจัดกิจกรรม
- กำหนดการวัดและ
ประเมินผล
|
|
2. การร่าง
หลักสูตร
2.1 การกำหนดจุด
ประสงค์ของ
หลักสูตร
2.2 การกำหนดเนื้อหาสาระ
|
- หัวเรื่องที่จะนำมาเรียน
- จุดประสงค์การเรียนรู้ใน
หลักสูตรแกนกลาง
เนื้อหาสาระที่จะนำมากำหนด
การเรียนรู้
- สอดคล้องกับจุดประสงค์
- เกี่ยวข้องกับสภาพความ
|
- ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ ที่หลักสูตรแกนกลางในขั้นตอนที่ 1 มากำหนดเป็นจุดประสงค์ของการเรียนรู้
- ข้อมูลที่จะได้จาก
ขั้นตอนที่ 1
- ประชุมร่วมกับผู้มีส่วน
เกี่ยวข้อง
|
- กำหนดจุดประสงค์ทั่วไป
- กำหนดจุดประสงค์
การเรียนรู้
กำหนดเนื้อหาสาระได้
สอดคล้องกับจุดประสงค์
และสภาพความต้องการ
ของชุมชน
|
|
2.3 การจัดการเรียนการสอน
กิจกรรมและสื่อการเรียนรู้
2.4 การกำหนดวิธี
วัดและประเมินผล
ผู้เรียน
3. การตรวจสอบ
คุณภาพของ
หลักสูตร
4. การนำหลักสูตร
ไปใช้
|
ต้องการของชุมชน
- ทันสมัย
น่าสนใจ
- ยากง่าย
สอดคล้องกับวัย
ของผู้เรียน
- มีประโยชน์นำไปใช้ใน
ชีวิตประจำวัน
- โรงเรียนมีศักยภาพในการ
จัดการเรียนการสอนได้
- กระบวนการจัดการเรียน
การสอน
- กิจกรรมที่ผู้เรียนกระทำ
- กิจกรรมที่ผู้สอนกระทำ
- ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
- สื่อการเรียนรู้ที่จะนำมาใช้
- วิธีวัดและประเมินผลผู้เรียน
ตามสภาพจริง
- คุณลักษณะต่างๆ
ที่ต้อง
การให้เกิดกับผู้เรียนในราย
วิชาที่พัฒนาขึ้น
- เครื่องที่ใช้ในการวัดและประเมินผลผู้เรียน
- วิธีการตรวจสอบคุณภาพ
ของหลักสูตร
- วิธีการแปลงหลักสูตรไปสู่
การจัดการเรียนการสอน
- การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้
เรียนเป็นสำคัญ
|
- เอกสาร ตำราจากห้อง
สมุดหน่วยงานต่างๆ
- ประการตรงของครูผู้สอน
- ประชุมร่วมกับผู้มีส่วน
เกี่ยวข้อง
- เอกสาร
ตำราจากห้อง
สมุดหน่วยงานต่างๆ
- ประการตรงของครูผู้สอน
- ประชุมร่วมกับผู้มีส่วน
เกี่ยวข้อง
- ประชุมระดมความ
คิดเห็นจากคณะทำงาน
ร่างหลักสูตร
- ความคิดเห็นจาก
ผู้เชี่ยวชาญ
- ประชุมรับฟังความ
คิดเห็นจากผู้มีส่วน
เกี่ยวข้อง
- เอกสาร
ตำราจากห้อง
สมุดหน่วยงานต่างๆ
- ประสบการณ์ตรงของ
ผู้สอน
- ประสานกับชุมชนเพื่อ
|
แนวทางการจัดการเรียน
การสอนในรายวิชาที่
พัฒนาขึ้น
วิธีวัดและประเมินผลผู้
เรียนที่สอดคล้องกับ
จุดประสงค์ของหลักสูตร
ประสิทธิภาพของหลักสูตร
ก่อนนำไปใช้จริง
ประสิทธิภาพของหลักสูตร
ก่อนนำไปใช้จริง
|
|
5. การประเมินผล
หลักสูตร
|
- ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนในการ
จัดการเรียนการสอน
|
ใช้ สื่อ บุคลากร
แหล่ง
เรียนรู้ ในการจัดการเรียนการสอน
- กระบวนการจัดการเรียน
การสอน
- ประเมินผลนักเรียนใน
ระหว่างการจัดการเรียน
การสอน
- ประเมินผลนักเรียนเมื่อสิ้นสุด
การจัดการเรียนการสอน
- ประเมินเนื้อหาสาระสื่อ
กิจกรรมการจัดการเรียน
การสอน
-ประเมินการมีส่วนร่วมของ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
|
- การตัดสินคุณค่าของหลัก
สูตรที่ใช้ในการจัดการ
เรียน การสอน
- การปรับปรุงหลักสูตรให้
ดียิ่งขึ้น
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)